ที่นอนลม

แผลกดทับนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาแทรกซ้อนที่ทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วยหนักใจ เพราะเมื่อเกิดแผลกดทับขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ก็มากขึ้นและยังยืดระยะเวลาการรักษาออกไปอีก ดังนั้นการเลือกใช้อุปกรณ์เสริมในการลดแรงกดทับจึงเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ในระยะยาว และเป็นอีกวิธีที่ช่วยในการป้องกันแผลกดทับ อุปกรณ์ที่ช่วยในการลดแรงกดทับที่ ใช้งานง่ายราคาประหยัเรารู้จักกันดีนั่นก็คือ ที่นอนลม

แต่ก่อนที่จะเลือกที่นอนลมกันแผลกดทับ สิ่งหนึ่งที่ผู้ดูแลต้องมีความรู้และความเข้าใจเลยก็คือแผลกดทับ ผู้ดูแลต้องเข้าใจก่อนว่าผู้ป่วยนั้นเป็นแผลกดทับอยู่ในระดับไหน มีความรุนแรงมากแค่ไหน เพื่อที่จะได้ดูแลรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่นอนลมเหมาะกับผู้ป่วยแบบไหน

ที่นอนลมเหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยที่เป็นแผลกดทับอยู่แล้ว ( ระดับ 1-4 )

แผลกดทับเกิดจากอะไร รุนแรงแค่ไหน ทำไมเราถึงต้องใช้ที่นอนลม

แผลกดทับเกิดจากแรงเสียดสี แรงเฉือน และแรงกดทับที่ผิวหนังจุดใดจุดหนึ่งเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นขาดออกซิเจนและสารอาหารจากการที่ไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้ผิวหนังส่วนนั้นเสียหายและเกิดเป็นแผลขึ้น ซึ่งอาจทำให้บาดแผลติดเชื้อแบคทีเรียได้ ที่นอนลม จึงเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เสริมในการลดแรงเสียดสี และแรงเฉือนซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดแผลกดทับได้

ความรุนแรงของแผลกดทับแบ่งออกเป็น 4 ระดับด้วยกันดังนี้

  • ระดับที่ 1 ในระยะนี้จะไม่มีแผลเปิด แต่จะพบรอยแดง รอยช้ำเล็กน้อยที่ผิวหนัง และหากรอยนั้นไม่จางหายภายใน 30 นาที นั่นแสดงว่าผู้ป่วยเกิดแผลกดทับในระยะเริ่มต้น
  • ระดับที่ 2 ในระยะนี้เรียกได้ว่าเป็นระยะแผลงอกขยาย จะเกิดการทำลายของชั้นผิวหนังขึ้น ผิวหนังฉีกขาด หรืออาจเป็นแผลตื้นๆ ที่ชั้นผิวหนัง
  • ระดับที่ 3 ผิวหนังถูกทำลายลึงลงไปถึงผิวหนังชั้นใน แต่ไม่ลึกถึงกระดูก อาจมองเห็นไขมันที่แผล
  • ระดับที่ 4 ระยะนี้มีระดับที่รุนแรงมาก ผิวหนังถูกทำลายจนเป็นแผลลึกลงไปถึงชั้นกล้ามเนื้อ เห็นกระดูก และโครงสร้างต่างๆ ของร่างกาย

ผู้ป่วยที่เสี่ยงเป็นแผลกดทับ

  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุเคลื่อนไหวไม่ได้ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยที่กำลังฟื้นตัวจากการผ่าตัด
  • ผู้ป่วยที่โภชนาการไม่ดี เช่น มีภาวะกลืนลำบาก ภาวะขาดน้ำ
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ขวางการไหลเวียนของเลือด หรือโรคที่ทำให้ผิวหนังอ่อนไหว บาดเจ็บหรือเสียหายง่าย เช่น โรคเบาหวาน โรคปอดอุดกั้น โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ เป็นต้น
  • ผู้สูงอายุ 70 ปี ขึ้นไป เนื่องจากผิวหนังมีความบอบบางลง สูญเสียความยืดหยุ่น และการไหลเวียนของเลือดลดลง
  • ผู้ป่วยที่กลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่อยู่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นอับชื้น ติดเชื้อง่าย อาจทำให้เกิดแผลกดทับได้

การดูแลรักษาแผลกดทับ

• เปลี่ยนท่านอนทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยจัดท่าให้ ตะแคงซ้าย ตะแคงขวา นอนหงาย นอนคว่ำ กึ่งตะแคง สลับกันไป เพื่อลดแรงกดทับที่ ผิวหนังของผู้ป่วย

• ดูแลความสะอาดของผิวหนัง หมั่นตรวจความเปลี่ยนแปลงและความผิดปกติของผิวหนังอยู่เสมอ และควรทำความสะอาดผิวหนังให้เช็ดให้แห้งอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้ผิวหนังอับชื้น

• ดูแลอาหารของผู้ป่วย ให้มีโภชนาการที่ดี ห้ามให้ขาดสารอาหารเด็ดขาด โดยเฉพาะ วิตามิน A วิตามิน C โปรตีน เหล็ก สังกะสี เพราะจะช่วยให้บาดแผลฟื้นตัวได้ไวขึ้น เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้จะไปช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี

• ห้ามให้ผู้ป่วยอดอาหาร โดยทำตารางเวลาการรับประทานอาหารของผู้ป่วยไว้ หากผู้ป่วยมีภาวะกลืนลำบาก ให้ดื่มเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารอาหาร หรือทานอาหารเหลวแทน

• อุปกรณ์เสริมลดแรงกดทับ อาจใช้หมอนรองหรือผ้าพันเพื่อปกป้องผิวหนังและบรรเทาแรงกดทับ หรือเลือกใช้ที่นอนที่มีคุณสมบัติในการป้องกันแผลกดทับ

ที่นอนลม เลือกให้เหมาะกับผู้ป่วย

ปัจจัยหลักๆ ในการเลือกที่นอนกันแผลกดทับ นอกจากคุณสมบัติในการเกิดแผลกดทับแล้ว อีกสิ่งหนึ่งเลยที่ต้องคำนึงถึงคือ อายุการใช้งาน และความทนทานของที่นอน และความเหมาะสมในการใช้งานของผู้ป่วย ที่นอนลม เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยกระจายแรงกดทับ ทำงานโดยระบบปั๊มลมไฟฟ้า โดยการสลับยุบพองของที่นอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นไม่ถูกกดทับเป็นเวลานาน และเป็นการลดความรุนแรงในการเกิดแผลกดทับลง ที่นอนลมแบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน ดังนี้

• ที่นอนลมแบบลอนขวาง ทำจาก PVC มีลักษณะเป็นลอน 20-22 ลอนโดยประมาณ สลับการยุบพองของลอนทุกๆ 5 นาที ในกรณีที่มีลอนใดลอนหนึ่งชำรุดหรือมีรูรั่วสามารถถอดลอนเปลี่ยนได้

• ที่นอนลมแบบรังผึ้ง หรือบับเบิ้ล ใช้การสลับความดันลมสลับยุบพองแต่ละจุดทุกๆ 8-9 นาที สามารถปรับระดับความนิ่มของที่นอนได้ แต่หากที่นอนชำรุดหรือมีรูรั่วพียงจุดเดียว จะทำให้ที่นอนเสียหายทั้งหมดซึ่งยากต่อการซ่อมบำรุง

ข้อควรระวังในการใช้ที่นอนกันแผลกดทับแบบลม

ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ , ผู้ป่วยกระดูกสันหลังหัก ซึ่งอาจมีการเคลื่อนที่ของกระดูก และผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บเกี่ยวกับไขสันหลัง มีการแตกหักของกระดูกที่ยังไม่เข้าที่ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของผิวแผ่นที่นอนลมอาจเป็นอันตรายได้

วิธีใช้ที่นอนลม

  1. ปูที่นอนลมบนเตียงนอน โดยนำส่วนที่เป็นท่อต่อระหว่างลอนไว้ด้านล่างระวังที่นอนลมวางผิดด้านเพราะจะไม่ทำให้เกิด ประสิทธิภาพใน การรักษา
  2. ต่อท่อลมเข้ากับเครื่องปั๊มให้แน่นพอดี วางเครื่องปั๊มในแนวราบหรือแขวนไว้ในแนวตั้งฉากโดยใช้ขอเกี่ยวหลังเครื่องแขวนไว้ ปลายเตียงหรือข้างเตียงก็ได้แล้วแต่สะดวก
  3. ตรวจดูท่อลมที่เชื่อมต่อระหว่างปั๊มกับที่นอนลมว่าไม่บิดงอจนลมไม่สามารถไหลผ่านได้หรือไม่
  4. สอดชายผ้าทั้งบริเวณส่วนหัวและท้ายทั้งสองด้านของที่นอนลมไว้ใต้ฟูก เพื่อป้องกันที่นอนลมเคลื่อนที่
  5. เสียบปลั๊กไฟ และกดสวิทซ์เปิด (ON) หมุนปุ่มปรับแรงดันลมไปทางขวาสุด เพื่อปรับให้ลมเข้าที่นอนมากที่สุด
  6. สัญญาณไฟเตือนสีแดงจะขึ้นเมื่อปั๊มเริ่มทำงานหลังจากนั้นสัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวลมจะออกข้างเดียวก่อนเมื่อลมเข้า เต็มที่แล้ว จะสลับมาออกอีกข้างหนึ่ง (ปั๊มรุ่นมีไฟ)
  7. เมื่อลมเข้าเต็มที่ให้นำผ้าคลุมมาคลุมทับที่นอนลมติดกระดุมทั้งหัวท้ายเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกและทำความสะอาดได้ง่าย (ผ้าคลุมมีเฉพาะที่นอนแบบลอน)
  8. รอจนลมเข้าที่นอนเต็มที่ ประมาณ 40-50 นาที นำผู้ป่วยลงนอนบนที่นอนลม
  9. ต้องเปิดสวิทซ์ทำงานไว้ตลอดห้ามปิด

หมายเหตุ

สามารถปรับระดับความอ่อนแข็งตามต้องการ โดยหมุนปุ่มควบคุมระดับลม ไม่ควรปรับให้อ่อนจนหลังผู้ป่วยสัมผัสกับพื้น รักษาระดับลมโดยการเปิดเครื่องปั๊มอย่างต่อเนื่องในกรณีของการใช้ที่นอนลมร่วมกับเตียงฟาวเลอร์ สามารถปรับที่นอนลม ให้อ่อนลงเพื่อความสะดวกในการปรับความลาดชันของหัวและขาได้โดยใช้ปุ่มควบคุมระดับลม